สาระน่ารู้


สาระน่ารู้ » ภายในห้องโดยสาร » สิ่งที่ควรรู้จักเกี่ยวกับหน้าที่ของมาตรวัดต่างๆ ในรถ

ในสภาพการใช้งานปกติ เกจ์ ความร้อน(ขวาสุด) จะต้องคงที่ เพราะรถรุ่นใหม่ๆ ความร้อนจะค่อนข้างเสถียร แต่ถ้ามันผิดปกติเมื่อไร หมายถึงความผิดปกติเริ่มจะมากขึ้น ก็ควร จอดรถและหาสาเหตุแก้ไขต่อไป


 


         รถยนต์ทุกคัน ทุกชนิด จะต้องมี “มาตรวัด” หรือภาษาชาวบ้านว่า “เกจ์” หรือ Gauge (เกจ) หรือ Meter ก็แล้วแต่จะเรียก มันมีเพื่อ “ฟ้องการทำงานของระบบต่างๆ ในรถยนต์” ว่าตอนนี้มันมีสถานะเป็นอย่างไร อาการปกติหรือไม่ ทำงานหนักหรือทำงานเบา และวิ่งอยู่ที่ความเร็วเท่าไร ฯลฯ ยังไม่รวมไปถึงเรื่องไฟเตือน ต่างๆ การดูมาตรวัดให้เป็น มันจะต้องมีการ “อ่านค่าที่เหมาะสม” ได้ด้วย และถ้ามีสิ่งผิดปกติขึ้นมา มันจะฟ้องที่มาตรวัดนี่แหละ ถ้าเราดูเป็น รู้ว่า มันผิดปกติ จะได้ลงมือหยุดรถ หรือแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ขับไปปล่อยให้มัน “พัง” คราวนี้เสียหายหลายหมื่น หรือหลายแสนได้ ค่ะ


 


 

รอบที่เหมาะสม กับความเร็ว เดินทาง อยู่ช่วงนี้กำลังเหมาะ ไม่ช้าหรือเร็วเกินไปครับ


 


มาตรวัดความเร็ว


         มาตรวัดความเร็ว(Speedo Meter) หรือ เรือนไมล์ มันจะบอก “ความเร็วรถ” ในบ้านเราใช้หน่วยเป็น “กิโลเมตรต่อชั่วโมง” ถ้าเป็นในยุโรป อเมริกา อังกฤษ ฯลฯ ก็จะบอก หน่วยเป็น “ไมล์ต่อชั่วโมง” เวลาขับก็หมั่นสังเกตด้วยนะค่ะ ว่าความเร็วที่เราใช้นั้น “เกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือเปล่า” และในมาตรวัดความเร็ว จะมี “มาตรบันทึกระยะทาง” แบ่งออกเป็น 2 แบบ


         - แบบที่หนึ่ง คือ Trip Meter อันนี้จะเอาไว้วัดระยะทางเป็นช่วงที่เราต้องการได้ มันสามารถ Reset ให้เป็นเลขศูนย์ แล้วเราก็วิ่งไปถึงจุดที่เราต้อง การ เช็คระยะทางว่าวิ่งมาเท่าไร ถ้าจะเช็คช่วงต่อไป ก็สามารถ Reset แล้วจับไปเรื่อยๆ อันนี้แล้วแต่คุณจะใช้อะไร ตัวมันเองเป็นเลข 4 หลัก หลักขวาสุด จะขึ้นทุกๆ 100 เมตร ส่วน 3 หลักที่เหลือ ก็จะเป็นหลักกิโลเมตร มันสามารถวนได้ 999 กิโลเมตร แล้วจะกลับมาเป็นศูนย์ใหม่ ตัว Trip Meter ก็จะมีประโยชน์ในการวัดระยะทางเป็นช่วงๆ และมีประโยชน์ที่สุด ในการวัด “อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง” หรือภาษาชาวบ้าน “วัดการ กินน้ำมัน” หรือจะกินแก๊สอะไรก็ได้หมด คุณเติมเชื้อเพลิงให้เต็มถัง เน้นว่าเต็มถัง ไม่งั้นการวัดจะไม่ได้ผล


         - แบบที่สอง จะเป็น “มาตรบันทึกระยะทางรวม” หรือ ODO Meter (โอโดมิเตอร์) จะเป็นการบันทึกระยะทางตั้งแต่รถเริ่มมีชีวิตออกจากสายการผลิต เอาเป็นว่าพอประกอบเป็นคัน สตาร์ทเครื่อง เริ่มเคลื่อนตัวนั่นแหละครับ มันจะนับตั้งแต่ตรงนั้นแหละ อันนี้จะเป็นเหมือนประวัติรถ ว่าผ่านการวิ่งมา เป็นระยะทางเท่าไรแล้วจนถึงปัจจุบัน ประโยชน์ของ ODO Meter อีกประการที่คุณต้องดูมัน คือ ระยะทางการเข้าบำรุงรักษาหรือซ่อม เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ของเหลวต่างๆ สายพาน อะไรต่างๆ ที่จะต้องเปลี่ยนตามระยะทางที่กำหนด ก็ต้องดูจากตรงนี้ครับ ว่าถึงระยะเข้าซ่อมบำรุง หรือยัง และผู้ใช้รถก็ต้อง “จดบันทึก” ไว้ด้วยครับ ว่าทำอะไรไปบ้าง ที่ระยะทางเท่าไร วันเดือนปี และเข้าครั้งต่อไปที่ระยะทาง เท่าไร


 


 

หน้าตาของมาตรวัดรอบ อันนี้ เข็มจะชี้อยู่ในรอบเดินเบาปกติ


 


มาตรวัดรอบ


         มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ เรียก สั้นๆ ว่า “วัดรอบ” หรือ Tacho Meter (แทคโค มิเตอร์) หน้าที่หลักๆ ก็คือ “วัดรอบการหมุนของเครื่องยนต์” โดยนับหน่วยเป็น “รอบต่อนาที” มัน จะวัดจากรอบเพลาข้อเหวี่ยงที่หมุน เพื่อเกิดกำลังงานมาขับเคลื่อนรถ ถ้าเรายิ่งกดคันเร่งมาก เครื่องก็ยิ่งรอบสูง ทำงานมาก สำหรับหน้าตาของ วัดรอบ มันก็จะมีเลขเป็นหลักหน่วย จาก 0 ไล่ไปตั้งแต่ 1-8 ตัวเลขนี้จะคูณด้วย “หนึ่งพัน” ก็จะเท่ากับรอบการทำงานของเครื่องยนต์ต่อนาที เช่น เลข 3 ก็คือ เครื่องยนต์ทำงาน 3,000 รอบ/นาที แต่ในรอบเดินเบา ไม่มีการเร่ง เข็มจะชี้ไม่ถึงเลข 1 ก็เฉลี่ยประมาณ 700-800 รอบ แต่ถ้ารอบเดิน เบาเกินเลข 1 แสดงว่าผิดปกติแล้ว ควรรีบเข้าเช็คครับ ปกติมันไม่ขึ้นขนาดนั้นหรอก ยกเว้นตอนสตาร์ทเครื่องเย็น จะมีระบบ Automatic Choke ดึงรอบเดินเบาขึ้นสูงเพื่อไม่ให้ดับ แต่ถ้าเครื่องร้อนรอบจะตกลงเองคะ และสำคัญที่สุด จะมี “โซนอันตราย” จะเห็นเป็นแถบสีแดง สีส้ม สีเหลือง ไม่ควรเร่งลากรอบไปถึงบริเวณนั้น ส่วนใหญ่มักจะเจอกับพวก “ห้าวซิ่ง” ว่ากันเต็มที่ ก็ต้องระวัง เพราะนั่นคือ “รอบทำงานสูงสุดของเครื่องยนต์” ที่ใกล้จะถึงจุดพังและสึกหรอสูงมาก รถสมัยใหม่ จะมีการ “ตัดรอบ” เพื่อกันลากพัง พอถึงโซนนี้ เครื่องก็จะตัดการทำงาน ไปต่อเกินกว่านี้ไม่ได้ เหยียบยังไงมันก็ไม่ไปเพื่อกันพัง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตัดรอบ แต่ก็ไม่ควรจะลากรอบไปถึงบริเวณนี้บ่อยๆ เครื่องมันจะพังและอายุสั้นครับ นานๆ มันส์ทีก็พอ


         สำหรับ “รอบเครื่องยนต์ที่ เหมาะสมในการใช้งาน” ขอพูดถึงเครื่องยนต์


         “เบนซิน” กันก่อน โดยปกติแล้ว การขับขี่แบบใช้งานปกติ รอบเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด จะอยู่ในช่วง 2,500-3,000 รอบ ในช่วงนี้ เครื่องยนต์จะมีกำลังที่พอดี สามารถพารถให้วิ่งไปได้อย่างต่อเนื่อง


         “ดีเซล” ขับแบบปกติเช่นกัน ไม่บรรทุกหนัก ก็เฉลี่ยอยู่ราวๆ 2,000 – 2,500 รอบ พยายามเปลี่ยนเกียร์ให้อยู่ในช่วงนี้


         สำหรับรถเกียร์ออโต้ อันนี้ไม่ ต้องเป็นห่วง เพราะเกียร์เปลี่ยนเองอยู่แล้ว เราสามารถควบคุมได้ที่ “คันเร่ง” ครับ แรกๆ อาจจะยากหน่อย ก็ต้องลองกะน้ำหนักเท้าดู เหยียบคัน เร่งพอประมาณ ให้เกียร์เปลี่ยนอยู่ในรอบประมาณนี้ แต่ไม่ต้องซีเรียสว่าต้องเป๊ะๆ ทุกครั้งนะครับ มัน อยู่ที่การขับในสถานการณ์ช่วงนั้น เพียงแต่ ส่วนใหญ่แล้วก็ทำให้ได้ประมาณนี้แล้วกัน


         ส่วนการขับรถในความเร็วเดิน ทาง ถ้าจะให้ประหยัดที่สุด คงความเร็วไว้ที่ 100-110 กม./ชม. กำลังดี รอบเครื่องเบนซินอยู่ประมาณ 2,000-3,000 รอบ แล้วแต่รถ เครื่องดีเซลก็ ประมาณ 1,500-2,000 รอบ แล้วแต่รถ (ถ้ารถเครื่องเล็กก็ใช้รอบเยอะหน่อย เพื่อเอากำลังมาฉุด ถ้ารถเครื่องใหญ่ กำลังดีๆ ก็ใช้รอบไม่เยอะครับ) จะเป็นช่วงที่ประหยัดพอดี


 


 

การเติมน้ำมันเต็มถัง สามารถ ใช้เป็นข้อมูลในการหาอัตราสิ้นเปลืองได้อย่างที่บอกไปครับ และป้องกันน้ำมันหมดกลางทาง เกิดต้องเดินทางฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเวลา หาปั๊มน้ำมันไม่ได้


 


มาตรวัดระดับเชื้อเพลิง


         อันนี้คงไม่พูดกันเยอะให้เปลือง หมึก เพราะรู้กันอยู่แล้ว แต่ไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะจะมีประเภท “น้ำมันหมดกลางทาง” บอกตรงๆ ว่ารำคาญพวกนี้มาก เกจ์มันก็ฟ้องอยู่ว่าน้ำมันหมด ไม่รู้จะพูดยังไงและเจออยู่บ่อยๆ ขับรถหมั่นสังเกตหน่อยค่ะ ถ้าน้ำมันเหลือ ¼ หรือ “ขีดสุดท้าย” ก็ช่วยเติมหน่อยเถอะค่ะ การปล่อยน้ำมันเหลือ น้อยมากๆ บ่อยๆ พวกตะกอนคงค้างก้นถัง จะถูกดูดขึ้นมาด้วย ทำให้กรองเบนซินตัน หัวฉีดตัน


 


 

ถ้าเร่งเครื่องจนรอบจัดอย่างนี้ เข็มวัดรอบวิ่งชนขีดแดงสะใจนัก ก็เตรียมค่าซ่อมกับค่าน้ำมันไว้เยอะๆ หน่อยแล้วกัน


 


มาตรวัดความร้อน


         อันนี้คนส่วนใหญ่คงไม่ค่อยได้ ดูกันนัก เพราะระดับความร้อนหม้อน้ำรถรุ่นใหม่ๆ จะเสถียร ไม่ขึ้นลงวูบวาบ จากการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพตามความไฮเทคของรถ แต่ ก็ต้องสนใจมันบ้าง ไม่มีใครบอกได้หรอกครับว่าไอ้รถใหม่ๆ มันจะต้องไร้ปัญหาเสมอไป


         โดยปกติ มาตรวัดความร้อนจะมีอักษร C และ H ตัว C คือ Cold คือ “เครื่องยนต์เย็น” ควรจะ “วอร์มเครื่อง” สักนิด เพราะตอนเครื่องเย็น จะมีการสึกหรอสูง ติดเครื่องไว้จนเข็มมาตรวัดเริ่มกระดิกขึ้นนิดหน่อยจึงเริ่มออกรถได้ ช่วงนี้ก็ขับเบาๆ อย่ารุนแรงทันทีทันใด เมื่อเข็มชี้อยู่จุด “กึ่งกลาง” นั่นคืออุณหภูมิทำงานปกติของเครื่องยนต์ ก็ขับไปตามปกติ


         แต่ถ้าเมื่อใด “เข็มชี้เลยจุดปกติ” เริ่มขยับขึ้นไปในทาง H หรือ Hot แสดงว่าเครื่องคุณเริ่มส่อแววร้อนผิดปกติ อาจจะมีปัญหากับระบบ ระบายความร้อนทั้งหมด พัดลมไฟฟ้าเสีย หม้อน้ำรั่ว ท่อยางน้ำรั่ว ฯลฯ มันมีโอกาสเกิดได้นะ ยิ่งถ้าเข็มขึ้นไปทาง H แบบเรื่อยๆ จนเกินกว่า ¾ ของเกจ์ นั่นแหละครับควรจอดได้แล้ว ถ้าฝืนขับต่อไปจะทำให้เครื่องยนต์พังเสียหายทั้งตัวได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าจู่ๆ เข็มชี้ลงต่ำผิดปกติ กลับมาทาง C อย่าเพิ่งดีใจว่าเครื่องเย็น แถมรถมีควันกรุ่นๆ ขึ้น แสดงว่า “น้ำรั่ว” จนถึงจุดที่น้ำไหลออกเกือบหมด เซนเซอร์ของเกจ์จะไม่สัมผัสกับน้ำ อ่านค่าไม่ได้ เข็มก็เลยลง อันนี้เจอมาแล้วครับ เอาเป็นว่า ถ้าเข็มมันชี้ตำแหน่งปกติก็แล้วไป แต่ถ้าชี้ตำแหน่งผิดปกติแบบเห็นได้ชัด ก็ควรจะรู้ว่ามันเกิดปัญหาขึ้นแล้ว สำหรับรถรุ่นใหม่ๆ บางรุ่น ก็จะไม่มีเกจ์ความร้อนให้ มีแต่สัญญาณไฟรูปปรอท ตอนเครื่องเย็น จะเป็นสัญญาณไฟสีฟ้า ถ้าดับไป แสดงว่าถึงอุณหภูมิปกติ แต่ถ้าขึ้น “สีแดง” แสดงว่าเครื่องเริ่มร้อนจัดผิดปกติ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญคนใช้รถควรหมั่นสังเกตกันด้วยนะค่ะ


 


 


 


ขอบคุณข้อมูลจาก : rongrod