สาระน่ารู้


สาระน่ารู้ » ระบบเครื่องยนต์ » หลักการทำงานของระบบปรับอากาศรถยนต์

รูปภาพประกอบจาก : www.9carthai.com


 


         ในระบบปรับอากาศของรถยนต์เป็น ระบบทำความเย็นแบบอัดไอ หรือก๊าซ (Vapor Compression System) นั่นเอง ซึ่งจะถูกคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ดูดสารทำความ เย็นจากอีแว็ปเปอร์เรเตอร์ (Evaporator) หรือถ้าเปรียบง่ายๆ ก็เปรียบเสมือนปั้มน้ำในบ้านเรานั่นเอง เพียงแต่ปั้มน้ำจะดูดน้ำที่เป็นของเหลว แต่ คอมเพรสเซอร์แอร์จะดูดสารทำความเย็นในขณะนั้น


 


         ซึ่งมีสถานะเป็นไอหรือก๊าซ โดย คอมเพรสเซอร์ (Compressor) จะทำหน้าที่อัดสารทำความเย็นออกไปที่คอนเดนเซอร์ (Condenser) ทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิและความดัน เพิ่มสูงขึ้น และเมื่อมีแรงดันที่เพียงพอคอมเพรสเซอร์จะถูกตัดการทำงานโดยเทอร์โมสตัท (Thermostat) หรือเทอร์มิสเตอร์ (Thermister) ที่ทำ หน้าที่เป็นเหมือนกรรมการในการตัดสินใจว่า เวลาไหนคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานและเมื่ออุณหภูมิในห้องโดยสารต่ำจนได้อุณหภูมิที่ผู้โดยสารต้องการ เทอร์โมสตัท (Thermostat) หรือเทอร์มิสเตอร์ (Thermister) จะตัดสินให้คอมเพรสเซอร์หยุดการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงดันที่สูงจนเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นอันตราย อาจเกิดการระเบิดของท่อทางต่างๆ ของระบบน้ำยาได้ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลครับ เพราะในระบบของรถรุ่นใหม่ๆ จะมีเซนเซอร์ที่ ตรวจจับแรงดันและมีตัวระบายน้ำยาออก หากเกิดแรงดันที่สูงเกินค่ากำหนด


 


         ดังนั้นหากรถที่คุณใช้อยู่ คอมเพรสเซอร์ไม่ยอมตัดการทำงาน และอากาศที่ออกจากช่องแอร์ไม่มีความเย็นออกมา อาจจะต้องนำรถมาตรวจสอบว่าในระบบมีน้ำยาแอร์เพียง พอต่อการทำงานหรือไม่ จากนั้นเมื่อสารทำความเย็นไหลผ่านแผงคอนเดนเซอร์ (Condenser) ที่อยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของรถ เมื่อเรายืนหันหน้า เข้าหารถ เราจะเห็นเป็นตะแกรงเล็กๆ หรือที่ทางช่างเรียกว่า “แผงรังผึ้ง” ซึ่งจะทำหน้าที่ให้อุณหภูมิของสารทำความเย็นลดต่ำลง จากนั้นสารทำความ เย็นจะควบแน่นกลายเป็นของเหลว


 

รูปภาพประกอบจาก : www.oknation.net


 


         ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดที่แผง รังผึ้ง หรือ แผงคอนเดนเซอร์ (Condenser) อยู่เป็นประจำ เพื่อสารทำความเย็นจะได้มีการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดี และไหลต่อไปยังรีซีฟเวอร์ (Receiver) หรือดรายเออร์ (Dryer) เพื่อกรองสิ่งสกปรกและความชื้นที่ปนเปื้อนในสารทำความเย็น


 


         ซึ่งในปัจจุบันกรองที่ว่าจะถูกออก แบบมาให้อยู่ในแผงคอนเดนเซอร์ ทำให้เราอาจจะนึกว่ารถของเราไม่มีดรายเออร์ (Dryer) หรือตัวกรองสารทำความเย็น ซึ่งตัวกรองนี้จะต้องมีการ เปลี่ยนใส้กรองตามระยะทางที่กำหนด หรือเมื่อมีการเปิดระบบของท่อทางน้ำยาแอร์ เพื่อป้องกันการอุดตันของท่อทางน้ำยาแอร์ที่จะต้องไหลไปที่ แอ็คเพนชั่นวาล์ว (Expansion Valve) หรือวาล์วแอร์ ที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินว่า ช่างแนะนำให้เปลี่ยนวาล์วแอร์อยู่บ่อยๆ ซึ่งจะทำหน้าที่ฉีดสารทำ ความเย็นหรือน้ำยาแอร์ให้เป็นฝอยละอองเข้าไปใน อีแว๊ปเปอร์เรเตอร์(Evaporator) หรือตู้แอร์ เพื่อทำให้สารทำความเย็นมีความดันต่ำ และเกิดการ แลกเปลี่ยนความร้อนภายในห้องโดยสารให้มีอุณหภูมิที่ต่ำลง ซึ่งในปัจจุบันมีการออกแบบของ อีแว๊ปเปอร์เรเตอร์ (Evaporator) หรือตู้แอร์ ให้อยู่ ในตำแหน่งที่หากต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมต้องใช้เวลานานในการถอด-ประกอบ


 


         ดังนั้นในการล้างแอร์แบบไม่ต้อง ถอดตู้แอร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะหากไม่มีการล้างอยู่ป็นประจำภายในตู้แอร์จะเกิดการอุดตัน ทำให้การแลกเปลี่ยนความร้อนของห้องโดยสาร มีประสิทธิภาพต่ำ จากนั้นเมื่อน้ำยาแอร์มีสถานะกลายเป็นก๊าซก็จะถูกดูดเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ (Compressor)


 


         เพื่อเริ่มต้นการทำงานใหม่อีกครั้ง หลายครั้งที่เรามองหรือคาดไม่ถึง นั่นคือ เมื่อเราถึงจุดหมายที่ต้องการแล้วจึงค่อยปิดระบบแอร์ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้ ตู้แอร์เกิดความเย็นที่สะสมหรือ อาจจะเกิดเมือกที่อยู่ภายในซึ่งเราจะมองไม่เห็น ซึ่งอาจทำให้เกิดการเหม็นอับของระบบแอร์ตามมาได้ ดังนั้น ก่อนถึงจุดหมาย เราจึงควรปิดหรือ หมุนน้ำยาแอร์ให้คอมเพรสเซอร์ (Compressor) หยุดการทำงานลงก่อนถึงจุดหมายประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้พัดลมเป่าตู้แอร์ให้แห้ง และช่วยลด อาการของกลิ่นเหม็นอับที่จะเกิดขึ้นได้ครับ


 


 


 


ขอบคุณข้อมูลจาก : พัฒนสิน