สาระน่ารู้


สาระน่ารู้ » ระบบไฟฟ้า » สัญญาณไฟ ต้องเข้าใจตรงกัน

ภาพประกอบจาก: auto.sanook.com


 


         สิ่งที่คนขับรถยนต์ทั้งโลกใช้ส่งความหมายให้กันและกัน ในขณะที่ขับรถอยู่บนท้องถนนมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกเป็นสัญญาณเสียง เช่น การบีบแตรเพื่อให้รถคันอื่นและคนเดินเท้ารู้ว่า กำลังมีรถของเราแล่นผ่านไป หรือกำลังจะผ่านทางที่เป็นมุมอับไม่สามารถมองเห็นกันได้ เช่น ตามทางโค้ง, ทางเลี้ยว และทางแยก


         อย่างที่สองเป็นการใช้สัญญาณไฟ เช่น ไฟหน้า, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว และ ไฟฉุกเฉิน เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ทั้งเสียงและไฟเป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณนั้น บางอย่างเป็นสิ่งที่รับรู้กันทั้งโลกในแบบสัญญาณสากล แต่บางอย่างก็เป็นเพียงแค่สัญญาณที่รู้กันเฉพาะในกลุ่ม ซึ่งอาจจะทำให้คนอื่นที่พบเห็นไม่เข้าใจในสัญญาณที่ส่งมา จนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเพราะความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ หรือแม้แต่จะเข้าใจกันในสัญญาณ ก็ต้องมีมารยาทไม่ต่างไปจากผู้คนทั่วไปแสดงกริยาต่อกัน


[ตัวอย่าง] การส่งสัญญาณด้วยเสียงแตร มีข้อกฎหมายบังคับเอาไว้ว่าในสถานที่บางแห่งเช่น เมื่อขับผ่านโรงพยาบาลห้ามใช้สัญญาณแตรส่งเสียงเป็นเด็ดขาด หรือในขณะขับรถกลางคืนก็ไม่ควรใช้สัญญาณแตร ซึ่งเสียงอาจจะไปรบกวนการพักผ่อนของผู้อื่นได้


 


ข้อปฎิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการให้สัญญาณบนท้องถนน มีดังนี้


- หากเราต้องการบอกให้คนที่ขับรถอยู่ข้างหน้ารู้ว่าเราต้องการแซงขึ้นหน้าไป เพียงแค่กดสวิทช์สัญญาณแตรส่งเสียงสั้นๆ เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะการกดแตรสั้นๆ ถี่ๆ ซ้ำๆ หลายๆ ครั้งเป็นการใช้สัญญาณแตรที่เสียมารยาท ไม่ต่างไปจากการตะโกนต่อว่าใส่หน้าผู้อื่นนั่นเอง


- หากเราต้องการใช้เสียงแตรเตือนผู้อื่นที่อยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขี่รถจักรยาน, รถจักรยานยนต์หรือผู้ที่เดินเท้า ควรใช้สัญญาณแตรสั้นๆ เพียงครั้งเดียวในระยะห่าง ก่อนที่จะถึงรถจักรยาน, จักรยานยนต์ หรือคนเดินเท้าเหล่านั้น อย่ารอให้รถไปจ่อจนชิดเขาเหล่านั้นแล้วจึงกดแตรขึ้นมา เพราะเสียงแตรที่ดังในระยะประชิดตัวแบบนั้น จะทำให้เขาตกใจเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุได้


         เช่นเดียวกับการใช้สัญญาณไฟที่ต้องมีทั้งข้อกำหนดทางกฎหมาย และกติกามารยาททางสังคมคอยกำกับการใช้ให้ถูกต้อง เช่น ไฟสูงควรเปิดเฉพาะเมื่อไม่มีรถวิ่งสวนทางมา และไม่มีรถวิ่งอยู่ข้างหน้าเท่านั้น มิฉะนั้นแสงจากไฟสูงที่ส่องสว่างก็จะไปรบกวนสายตาของผู้ขับรถคันอื่น


- ส่วนไฟสปอร์ทไลท์ก็ไม่ควรเปิดขณะที่ขับในเมือง หรือในขณะที่สภาพภูมิอากาศปรกติทัศนวิสัยดีมองเห็นได้แต่ไกล สปอร์ทไลท์จะเปิดใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีหมอกลงจัด หรือขับรถในทางที่ฝุ่นฟุ้งบดบังสายตา หรือเมื่อฝนตกหนักและรถมีไฟสปอร์ทไลท์ชนิดแสงสีเหลือง ที่ลำแสงสามารถส่องผ่านสายฝนไปยังพื้นถนนเบื้องหน้าได้ดีเท่านั้น


- สัญญาณจากไฟหน้าที่รู้จักกันทั่วโลกก็คือ เมื่อมีการเปิดไฟหน้ากระพริบให้กันขณะวิ่งสวนทางกัน คนขับรถส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า รถคันที่เปิดไฟหน้าแจ้งให้ทราบว่า เขาได้วิ่งผ่านด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ตรวจจับความเร็วมา จึงอยากจะให้รถที่ได้รับสัญญาณรู้ตัว และเตรียมชะลอความเร็วลง หรืออีกประการหนึ่งหากเป็นรถที่รู้จักกันหรือเป็นรถในสังกัดองค์กร หรือบริษัทเดียวกัน การเปิดไฟหน้ากระพริบขึ้นมาก็คือการทักทายกันตามปกตินั่นเอง


 


 

ภาพประกอบจาก: board.postjung.com


- เมื่อต้องการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นในช่วงเวลาที่เริ่มมืดค่ำแล้ว หรือแม้แต่ในช่วงเวลากลางวันก็ตาม เราสามารถใช้สัญญาณไฟหน้าเปิดกระพริบวาบขึ้นมาหนึ่งหรือสองครั้ง จากนั้นจึงดับไฟลงไปหรือเปลี่ยนกลับไปใช้ไฟต่ำ สัญญาณแบบนี้จะเท่ากับว่าเรากดแตรส่งเสียงสัญญาณนั่นเอง แต่อย่าเปิดไฟหน้ากระพริบรัวถี่ๆ เป็นอันขาด เพราะจะเป็นการเสียมารยาทไม่ต่างไปจากการกดแตรส่งเสียงดังถี่ๆ สั้นๆ หรือเหมือนกับคนตะคอกตวาดส่งเสียงใส่กัน


- เมื่อต้องการจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาก็ต้องเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว ก่อนถึงจุดที่ต้องการเลี้ยวไม่ต่ำกว่า 50 เมตร เพื่อให้รถหรือคนใช้ถนนอื่นๆ ได้เตรียมตัวเปิดทางให้เราได้ถูกต้อง เช่นเดียวกัน กับเมื่อต้องการเปลี่ยนช่องทางวิ่ง ก็ควรเปิดไฟเลี้ยวบอกไว้ล่วงหน้าเช่นกัน หากต้องการเปลี่ยนไปวิ่งช่องทางด้านขวา หรือต้องการแซงรถคันหน้า ก็เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาแจ้งให้ทราบ และเมื่อแซงผ่านไปแล้วต้องการกลับเข้าสู่ช่องทางเดินรถเดิม ก็ให้เปิดไฟเลี้ยวซ้ายก่อนจะหักพวงมาลัยเปลี่ยนช่องทางเดินรถ


ในกรณีที่ขับรถไป และพบว่ารถที่วิ่งอยู่ข้างหน้า เปิดไฟเลี้ยวซ้ายและขวาสลับกันไปมา นั่นหมายความว่าผู้ขับรถคันนั้นกำลังบอกให้รถที่วิ่งตามหลังมารู้ว่า เขากำลังจะลดความเร็วรถลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังสับสนไม่รู้ว่าตนเองจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็ตาม ห้ามเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถเคลื่อนที่อยู่เป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงฝนตกหนัก, หมอกลงจัด หรือต้องการวิ่งผ่านทางแยกก็ห้ามเปิดไฟฉุกเฉินทั้งสิ้นคะ


 


 


 


ขอบคุณข้อมูลจาก : guru.truelife.com