สาระน่ารู้


สาระน่ารู้ » น่ารู้ทั่วไป » ตรวจรถก่อนเที่ยวปีใหม่

ภาพประกอบจาก : aacandtrw.wordpress.com


 


1. เช็ครอบตัวรถ


         เดินตรวจรอบตัวรถว่ามีสิ่งผิดปกติไปจากเดิมไหม เช่น ลักษณะของยางอ่อน เนื้อแตกลายงา หรือบวม  ล้อและน็อตล้อขันครบและแน่นหนา โคมไฟ ไม่แตกร้าว และดวงไฟหน้า-หลัง ไฟเบรกสปอยเลอร์ทดสอบว่าติดพร้อมใช้งาน  และแน่ใจว่าไม่พบคราบน้ำ หรือน้ำมันที่ผิดปกติไหลออก จากรถ


 


2. เช็คล้อและยาง


         นอกจากตรวจแรงดันลมให้ตรงตามที่ผู้ผลิตแนะนำแล้ว ควรตรวจสภาพเนื้อยางว่ายังปกติไม่ ร้าวหรือบวม และยืดหยุ่นดีอยู่ไหม โดยใช้นิ้วหรือเล็บกดเนื้อยางว่ายืดหยุ่นได้บ้างไหม ผู้ใช้รถยุคนี้หลายคนขับน้อยจนยางเสื่อมสภาพเองก่อนหมดดอก และดอกยางใกล้หมดหรือหมดก็ไม่ได้หมายความว่ายาง เส้นนั้นไม่เกาะถนนแล้ว แต่ทำให้คุณสมบัติการรีดน้ำออกจากหน้ายางไม่มี เมื่อเจอพื้นที่น้ำขังหรือขับขณะฝนตกจึงเกิดอาการเหินหน้าและควบคุมยาก จึงควรเปลี่ยน ส่วนเรื่องอายุการใช้งานให้เทียบวัน-เดือน-ปี ที่เปลี่ยนยางชุดนั้นเป็นสำคัญว่าผ่านการใช้งานเกิน 3 ปีหรือยัง เพราะควรเริ่มนับปีตามวันแกะห่อใช้งานจริง หลายคนมักคิดจากตัวเลขบนแก้มยางที่ระบุสัปดาห์และปีเป็นสาระสำคัญ ซึ่งไม่สำคัญเท่ากับวันเริ่มต้น ใช้


         ตรวจแรงดันลมยางอะไหล่ (เฉพาะรุ่นที่มี) พร้อมศึกษาวิธีเปลี่ยนยางด้วยตนเอง รวมทั้งตรวจ อุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนล้ออะไหล่ว่าครบถ้วนและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไหม นอกจากนี้อาจติดกระป๋องน้ำยาอุดรูรั่วและเติมลมไว้ กรณีรถยางแบนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยน


 


3. เช็คระบบหล่อเย็น


         น้ำในหม้อพักของหม้อน้ำ หรือเปิดดูฝาหม้อน้ำว่าสภาพยังดีหรือไม่ โดยสังเกตยางที่ตัวฝา หม้อน้ำว่าเปื่อยหรือไม่ หากเปื่อยหรือแข็งควรเปลี่ยน เพราะจะทำให้น้ำในหม้อน้ำดันออกจนหมด เมื่อเช็คเสร็จปิดให้แน่น และดูตามจุดข้อต่อหรือท่อน้ำต่างๆ ว่ามีรั่วซึม หรือมีคราบน้ำไหลออกมาบ้างหรือไม่ หากมีรีบแก้ไขทันที แถมด้วยเติมน้ำล้างกระจกในถังเก็บให้พอดีเอาไว้ด้วยครับ


 


4. เช็คน้ำกลั่นแบตเตอรี่


         แบบแห้งทั่วไปดูจากระดับแนะนำที่ตัวแบตเตอรี่ว่าตกอยู่ในเกณฑ์ระหว่างบน-ล่างหรือไม่ เติม ให้เหมาะสมตามกำหนด ไม่มีความจำเป็นต้องเติมให้เต็ม และแบตเตอรี่หลายรุ่นมีตาแมวหรือเลนส์ใสกลมบอกสถานะของไฟในแบตเตอรี่ เพื่อสะดวกในการตรวจประสิทธิภาพการเก็บไฟ ถ้าพบว่าการเก็บประจุ ไฟเริ่มน้อยลง หรือมีอายุเกิน 1 ปีครึ่งก็ควรเข้าตรวจกับร้านแบตเตอรี่โดยตรงก่อนเดินทาง ส่วนประเภทกึ่งแห้งหรือแห้งก็ควรเช็คกับร้านเช่นกันถ้าต้องใช้ขับทางไกล โดยเฉพาะการขับในช่วงกลาง คืน


 


5. เช็คน้ำมันเบรกหรือคลัตช์


         ระดับน้ำมันเบรกหรือคลัตช์ควรอยู่ในเกณฑ์ระหว่างขีด MAX กับ MIN ถ้าพบว่าพร่องควรแน่ใจ ก่อนเติมว่าใช้น้ำมันเบรกตรงรุ่น (รถบางรุ่นจะใช้กระปุกเดียวกันทั้งเบรกและคลัตช์)


 


6. เช็คน้ำมันเครื่อง


         ควรวัดเมื่อรถจอดในระดับพื้นเรียบพอ และเครื่องยนต์ไม่ร้อนเกินไป (หลังจอดใหม่ๆ) ให้ดึง ก้านวัดตามรูปหรือคู่มือรถ แล้วเช็ดด้วยผ้าก่อนเสียบกลับ ทิ้งไว้สักครู่จึงดึงก้านออกดูระดับน้ำมันบนก้านว่าอยู่ระหว่างขีด MAX-MIN หรือไม่ นอกจากนี้ให้สังเกตความหนืดของตัวน้ำมันเครื่องว่ายังข้นพอ ไม่ เหลวจนเกินไป (อาจต้องใช้สองนิ้วสัมผัสดูว่ายึดติดนิ้วแค่ไหน)


 


7. เช็คน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์


         รถรุ่นเก่าส่วนใหญ่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฮดรอลิก มีกระปุกเติมน้ำมันเฉพาะพร้อมขีดบอก MAX-MIN ตรวจได้ 2 กรณีคือ ขณะเครื่องเย็น ให้ดูตรงที่คำว่า Cold และอุณหภูมิทำงานปกติให้ดูที่คำว่า Hot ส่วนรถรุ่นใหม่มักใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และถ้าไม่มีไฟสัญญาณเตือนใดๆ บนหน้าปัด ก็แสดง ว่าระบบไฟฟ้าต่างๆ ในรถยังทำงานได้ปกติ แต่ถ้ามีรูปเครื่องยนต์หรืออื่นๆ แสดงค้างหลังสตาร์ทแล้ว ควรเข้าแก้ไขที่ศูนย์บริการโดยตรง


 


8. ระบบปรับอากาศ


         ในรถรุ่นใหม่ควรตรวจสอบฟิลเตอร์แอร์ว่าสกปรกมากไหมแล้วจึงเปลี่ยน ส่วนอาการแอร์ไม่ เย็นมากพอ ให้ดูช่องตาแมวใส (ตามรูป) ตรงท่อแอร์ภายในห้องเครื่องยนต์ เมื่อสตาร์ตและเปิดแอร์ของเหลวที่ไหลผ่านควรใส เหมือนกำลังไหลในระบบ หากพบว่ามีฟองอากาศมากผิดปกติ อาจเป็นเพราะน้ำยา แอร์ขาด สำหรับการขับทางไกลกลางวันและมีแนวโน้มเจอรถติดควรให้ช่างตรวจเช็คทั้งระบบ


 


9. เช็คระบบไฟฟ้า และท่อยางทางเดินน้ำมัน


         ตรวจสอบว่าไฟหน้าสูง-ต่ำใช้ได้ครบทั้ง 2 ข้าง ไฟหรี่/ไฟเลี้ยวหน้า-หลัง ไฟถอยหลังและไฟ ตัดหมอกหน้า-หลัง(ถ้ามี) ติดครบ ทุกดวง (อย่าเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่จำเป็น) ดูสัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดว่ามีติดค้างหลังสตาร์ทหรือเปล่า และตรวจสอบพื้นที่จอดรถประจำว่ามีคราบน้ำมันรั่วบนพื้น ไหม


         การสังเกตท่อทางเดินของน้ำมันที่อยู่ในสภาพปกติ เบื้องต้นดูด้วยตาและใช้มือบีบดูว่ามีรอยย่น เปื่อย แตกลายงา หรือกรอบไหม รวมถึงข้อต่อต่างๆ ว่ามีรอยรั่วซึมหรือไม่


 


10. เช็คความพร้อมของคนขับ


         สุดท้ายสำหรับผู้ขับควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันเดินทาง พร้อมศึกษาเส้นทาง สภาพถนน ก่อนออกเดินทาง เตรียมอุปกรณ์จำเป็นติดไปด้วย เช่น อุปกรณ์เปลี่ยนยางอะไหล่, ไฟสัญญาณหรือกรวยยาง, ชุดปฐมพยาบาล น้ำเปล่า (ไว้ล้างครบสกปรกติดไฟหน้าและกระจก) บันทึกเบอร์โทรศัพท์ ตำรวจ ทางหลวง, หน่วยกู้ภัย และอื่นๆ เผื่อกรณีฉุกเฉิน


         คำแนะนำทั้งหมดควรตรวจสอบก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เผื่อเวลาในการแก้ไข ส่วนที่มีปัญหาต่างๆ ได้ทันเวลาและได้ทดสอบเพื่อความแน่ใจ อย่าตรวจเช็คกะทันหันวันเดียวก่อนออกเดินทาง ระหว่างการเดินทาง ควรสังเกตอาการผิดปกติอื่นๆ ของรถด้วย เพื่อจะได้เตรียมพร้อมรับมือและ แก้ไขได้ทันท่วงที สำคัญที่สุดคือ เมาไม่ขับ และไม่ประมาท! นะคร้าบบบ


 


 


 


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.Checkraka.com