เปิดตำนานความแรง TOYOTA GR SUPRA

GR Supra

5,199,000 บาท
ผ่อนเริ่มต้น 50,000 บาท/เดือน

ดูข้อมูล

เปิดตำนานความแรง TOYOTA GR SUPRA

10 Jul 2020

แชร์

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Copy Link

เปิดตำนานความแรง TOYOTA GR SUPHA (ตั้งแต่ ค.ศ. 1978 – 2020)

     การกลับมาอีกครั้งของความเร็วระดับตำนานToyota GR Supra 2020 Editionจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.1 วินาที สำหรับเจนเนอร์เรชั่นล่าสุดสปอร์ตคาร์เจน 5 (A90) ด้วยการนำต้นแบบ Toyota FT1 Sport Coupe Concept ฟหน้า LED projectors ดุดัน พร้อมชุดกันชนหน้าแบบสปอร์ตที่มาพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ถึง ช่องด้วยกัน ด้านข้างแกร่งฉกาจด้วยปราดเปรียวด้วยดีไซน์หลังคาเล่นระดับ พร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 19 นิ้ว พร้อมยาง 255/35 ZR19สำหรับล้อหน้าและ275/35 ZR19สำหรับล้อหลัง ไฟท้าย LEDสไตล์ F1-style เล็กเรียวแต่มองเห็นชัดเจน พร้อมสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ รับกับกันชนหลังสปอร์ต พร้อมลิ้นเสริมกันชนหลัง Diffuserลงตัวด้วยท่อไอเสียกลมคู่ซ้ายขวา ตอบโจทย์ความแรงเต็มพิกัด



โดยมีความยาว 4,380มม. กว้าง 1,865 มม. สูง 1,290 มม. และมีฐานล้อกว้าง 2,470 มม. น้ำหนักรวม 1,496กก. (ซึ่งถ้าเทียบกับตัวเดิมคือรหัส A80จะอยู่ที่ 4,514 x 1,811 x 1,275 มม. และฐานล้อกว้าง 2,550 มม. )แต่ก่อนที่เราจะไปลงลึกถึงรายละเอียดของนวัตกรรมที่บรมเพาะนานถึง 17 ปี เรามาย้อนรอยตำนานกันสักนิดดีกว่าว่าต้นกำเนิดความแรงของประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นมายังไงบ้าง


Toyota Supra Generation 1 (1978–1981)

                ต้นกำเนิดรถสปอร์ตอย่าง Toyota Supra ที่ใช้พื้นฐานรถมาจากToyota Celica liftback จึงมีการเรียกในช่วงแรกว่า Toyota Celica XX (Double-X) ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศอื่นเรียกว่า Toyota Celica Supra เริ่มต้นงานผลิตในช่วงเดือนเมษายนในประเทศญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร สูบเรียง12 วาล์ว 123 แรงม้า กับเครื่องยนต์เบนซิน 2.6 ลิตร สูบเรียง12 วาล์ว 110 แรงม้า ทั้ง 21 เครื่องยนต์มีการติดตั้งระบบหัวฉีดไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นระบบใหม่ในช่วงนั้น ส่วนการขับเคลื่อนนั้น มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา สปีด,และเกียร์อัตโนมัติ สปีด พร้อมเสริมด้วยระบบเกียร์ Overdrive ทั้งในเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ ส่วนภายในนั้นก็ทันสมัยด้วยกระจกไฟฟ้าล็อกประตูไฟฟ้า แถมยังมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control อีกด้วย แต่คนญี่ปุ่นนั้น นิยมใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรมากกว่า เนื่องมาจากสาเหตุของการจ่ายภาษี ที่เครื่องยนต์ใหญ่ จะเสียค่าภาษีที่มากกว่า และในปี 1979 ก็ได้เริ่มทำการส่งออก Toyota Supra ไปยังนอกญี่ปุ่น โดยเป็นการส่งในรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรไปยังประเทศต่าง ๆ
มาถึงในปี 1980 Toyota Supra ได้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ไปอีกขนาด ก็คือ 2.8 ลิตร 116 แรงม้า พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติเวอร์ชั่นใหม่ ที่สามารถทำอัตราเร่ง 0-97 ได้ใน 1.024 วินาที และสามารถวิ่ง 1/4 ไมล์ได้ใน 17.5 วินาที ที่ความเร็ว 125 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกแบบ Sports Performance Package ที่ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ให้เป็นแบบสปอร์ต,เพิ่มยางที่เป็นตัวอักษรสีขาวสปอยเลอร์หน้าและหลัง และบันเทิงใจในยามขับขี่ด้วยวิทยุเทผแบบ แทรกอีกด้วย


Toyota Supra Generation 2 (1981–1986)

              ช่วงกลางปี 1981 ได้มีการปรับโฉม Toyota Supraขึ้นมาใหม่ โดยเป็นโฉมที่ไฟหน้าเป็นแบบ Pop-up เป็นครั้งแรก ส่วนเครื่องยนต์ยังคงใช้เครื่องยนต์แบบ สูบเรียงเช่นเดิม เพิ่มความยาวของตัวรถให้มากกว่าโฉมแรกเล็กน้อย ในญี่ปุ่นยังคงเรียกว่า Toyota Celica XX เช่นเคย ส่วนในตลาดอเมริกาเหนือก็ยังเรียกว่า Toyota Celica Supra แต่ในโฉมนี้จะมีให้เลือกใช้งานใน แบบ ก็คือแบบ Luxury Type (L-type) ที่เน้นความหรูหราสะดวกสบาย และ Performance Type (P-type) ที่เน้นความสปอร์ตอย่างชัดเจน โดยมีความแตกต่างหลายจุด ทั้งซุ้มล้อไฟเบอร์ในรุ่น P-Type, เบาะหนังในรุ่นL-type, เบาะปรับได้ ทิศทางในรุ่น P-Type,หน้าปัดวัดระยะทางแบบดิจิตอลใน L-type เป็นต้น โดยเครื่องยนต์ในตลาดนอกญี่ปุ่นนั้น เน้นไปที่เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 12 วาล์ว สูบเรียง ที่ขยับกำลังจากตัวเดิมเพิ่มขึ้นเป็น 145 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-97 ได้ใน 9.8 วินาที และสามารถวิ่ง 1/4 ไมล์ได้ใน 17.2 วินาที ที่ความเร็ว 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง จนมาถึงปี 1983 ที่มีการเพิ่มเครื่องยนต์เบนซิน 2.8 ลิตร ที่มีพลังเพิ่มขึ้นเป็น 150 แรงม้า มาเพิ่มเป็นตัวเลือกให้อีกรุ่น และเสริมด้วยเกียร์อัตโนมัติ สปีดรุ่นใหม่ ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเลือกการปรับเปลี่ยนรเกียร์ได้ทั้งในโหมด Normal หรือPower หรือที่เรียกกันว่า Electronically Controlled Transmission (ECT) ซึ่งถือเป้นรุ่นแรกในตลาดที่ใช้เกียร์ระบบนี้อีกด้วย
ในปี 1984 ก็ได้มีการเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ให้กลายเป็น160 แรงม้า ก่อนที่จะขยับมาเป็น 161 แรงม้าในปี1985 ที่เสริมด้วยระบบ Throttle position sensor (TPS)ที่ทำงานเหมือนระบบ EGR และ knock sensor ในปัจจุบัน ทำให้รถสปอร์ตคันนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-97ได้ใน 8.4 วินาที และสามารถวิ่ง 1/4 ไมล์ได้ใน 16.1 วินาที ที่ความเร็ว 137 กิโลเมตร/ชั่วโมง


Toyota Supra Generation 3 (1986–1993)

โฉมที่นี้ ทางโตโยต้าได้มีการแบ่งรถสปอร์ตออกเป็นรุ่นอย่างชัดเจน โดยจะเป็นโฉมแรกที่มีการใช้ชื่อว่า Toyota Supra อย่างเป็นทางการ ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ โดยแยกให้ Toyota Celica เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ส่วน Toyota Supra ยังคงเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังเช่นเดิม ส่วนเครื่องยนต์มีการเพิ่มขนาดให้กลายเป็น 3.0 ลิตรแบบ N/A 200 แรงม้า ก่อนที่จะเพิ่มเครื่องยนต์แบบ Turbo ผลิตกำลังได้ 230 แรงม้า มาในปี 1987 แต่ในตลาดญี่ปุ่นนั้น ยังคงมีเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรอยู่เหมือนเดิม เนื่องจากข้อจำกัดของภาษีตามขนาดของเครื่องยนต์นั่นเอง พร้อมเพิ่มระบบความปลอดภัยให้มากขึ้น ทั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS แบบ 3-channel, ช่วงล่างปรับความนุ่มนวลได้ Toyota Electronic Modulated Suspension (TEMS)


Toyota Supra Generation 4 (1993–2002)

            สำหรับToyota Supra ในโฉมที่ นั้น ได้มีการวางแผนกันตั้งแต่ปี 1989 ผ่านการออกแบบของหลากหลายทีมงาน จนมาถึงเวอร์ชั่นออกจำหน่ายจริงในช่วงเดือนเมษายน 1993 ให้เห็นภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมพอสมควร ที่เห็นได้ชัดก็คือไฟหน้า ได้หยุดการใช้งานในแบบ Pop-up ให้กลับมาเป็นแบบปกติ ถูกปรับความยาวของตัวรถให้ลดลงมากถึง 340 มม. เมื่อเปรียบเทียบกับตัว Luxury เพื่อให้ภาพลักษณ์ออกมาเป็นทรงสปอร์ตอย่างเต็มตัว ถูกปรับการออกแบบทั้งหมดของตัวรถให้ดูโค้งมนมากขึ้น ส่วนเครื่องยนต์ในโฉมนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องยนต์ตัวแรง 2J ในตำนาน ทั้ง 2JZ-GE 3.0 ลิตร สูบเรียง 220 แรงม้า และเครื่องยนต์ 2JZ-GTE 3.0 ลิตร สูบเรียง เทอร์โบคู่ 276 แรงม้า 
สำหรับเวอร์ชั่นในญี่ปุ่น ส่วนเวอร์ชั่นส่งออกต่างประเทศ มีการใช้ลูกเทอร์โบเวอร์ชั่นที่แตกต่างกับในญี่ปุ่น ทำให้เครื่องยนต์สามารถผลิตกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 320แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ระบบใหม่ Getrag 6 สปีด แต่ก็ยังคงมีเกียร์ธรรมดา สปีดและเกียร์อัตโนมัติสปีดให้เลือกใช้งานเหมือนเคย และพิเศษสุดสำหรับตลาดในสหรัฐฯ Toyota Supra ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโตโยต้า ที่มาพร้อมถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยในโฉมนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-97ได้ใน 4.6 วินาที และสามารถวิ่ง 1/4 ไมล์ได้ใน 13.1 วินาที ที่ความเร็ว 175 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น จากการทดสอบ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 285 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ตัวรถถูกล็อกความเร็วเอาไว้เพียงแค่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมงในประเทศญี่ปุ่น และรุ่นส่งออกล็อกเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง และในเวอร์ชั่นจำหน่ายในยุโรป จะเพิ่มช่องรับลมที่ฝากระโปรงเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย


Toyota Supra Generation 5 (2019 - ปัจจุบัน)




จากแรงบันดาลใจอันยาวนานกว่า50 ปี ได้ถูกถ่ายทอดประสบการณ์อันเป็นที่สุดแห่งการผสมผสานสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่ และเอกลักษณ์สไตล์รถสปอร์ตได้อย่างลงตัว ผ่านยนตรกรรม Toyota GR Supra ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด (Design Concept) “Condensed Extreme” ที่มุ่งเน้นการจัดสรรองค์ประกอบและมิติต่างๆ ของตัวรถให้ส่งเสริมสมรรถนะอันโดดเด่นของรถได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ “Condensed”สื่อถึงที่สุดแห่งความสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่างๆ ทั้งความยาวของตัวรถ ระยะฐานล้อ ไปจนถึงการวางตำแหน่งของล้อและยาง ส่วน “Extreme”นั้นสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างห้องโดยสาร (ตำแหน่งผู้ขับ) และระยะห่างระหว่างล้อที่ถูกขยายให้กว้างเมื่อเทียบกับ Belt line แนวสันด้านข้างตัวถังที่ถูกกดให้ต่ำและโป่งนูนออกมามากเป็นพิเศษ ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้ Toyota GR Supra มีขนาดห้องโดยสารที่ลงตัวกับตำแหน่งตัวรถที่กดต่ำและหนักแน่น ส่งผลให้รถมีการบังคับควบคุมและมีเสถียรภาพในระดับสูง โดดเด่นกว่ารถสปอร์ตทั่วไป
โดยปีที่แล้วในเจเนอเรชั่นที่ถือเป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนาและแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการโดยToyota GAZOO Racing แบรนด์รถแข่งมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของโตโยต้า ที่ดำเนินงานด้วยหลักปรัชญาที่ว่า “การทดสอบขีดจำกัดของสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดของรถยนต์ จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้ในการขับขี่แบบปกติในชีวิตประจำวัน” โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในการพัฒนายนตรกรรม “ที่ดียิ่งกว่า” (Ever-Better Cars) ของโตโยต้า




ภายใน Toyota ออกแบบให้มีจิตวิญญาณและตัวตนทีชัดเจนตั้งแต่ มาตรวัดเรืองแสงดิจิตอลพร้อมจอ MID ขนาด 8.8 นิ้ว คู่กับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสปอร์ต ก้าน จอสัมผัสขนาดใหญ่เลือกได้ทั้งขนาด 6.5 นิ้ว กับ 8.8 นิ้ว พร้อมลำโพง 12 จุดจาก JBL และจอแสดงเหนือคอนโซลหน้า Head-Up Display เบาะนั่งสปอร์ตหนังแท้โทนดำ-แดง รวมถึงชุดผิวสัมผัส ดำ-แดง คอนโซลเกียร์ แผงประตู และพวงมาลัย ล้วนสร้างความร้อนแรงขึ้นอีกระดับ และคันเกียร์กับชุดควบคุมการทำงานของระบบบันเทิงล้วนยกชุด 

ด้วยการเป็นรถยนต์ที่กระจายน้ำหนัก 50:50 เพื่อความสมดุลของตัวรถและเพิ่มความเร้าใจมากขึ้น ขุมพลังจึงหยิบยืมมาจาก BMW ด้วยเช่นกันกับเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบสูบแถวเรียง 3.0 ลิตร ให้กำลังมากสุด340 แรงม้าที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600- 4,500 รอบ/นาที นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร สูบ ที่เลือกได้ถึง ความแรงตั้งแต่ แรงใหญ่ Hi-Power 258 แรงม้าที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550- 4,400 รอบ/นาทีและแรงพอดี Mid-Power 197 แรงม้าที่4,500-6,500 รอบ/นาที แรงบิด 320 นิวตันเมตรที่1,450- 4,200 รอบ/นาที
โดยทุกขนาดจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง ช่วงล่างเด่นด้วยด้านหน้าแบบ double joint Spring Strut และด้านหลังแบบMulti Link ทางพร้อมระบบช่วงล่างปรับได้ Adaptive Variable Suspension system Toyota Supra เจนใหม่พร้อมที่จะขายทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา แล้ว




Toyota GR Supra 2020 Edition มี 8สี
·      สีน้ำเงิน Horizon Blue…Special Edition (ใหม่)
·      สีเหลือง Lightning Yellow
·      สีแดง Prominence Red
·      สีเทา Ice Gray Metallic
·      สีขาว White Metallic
·      สีเงิน Silver Metallic
·      สีดำ Black Metallic
·      สีเทาด้าน Matte Storm Gray Metallic


โดย Toyota GR Supra 2020 Edition มีราคาเริ่มต้นที่ เริ่มต้น 5,199,000 บาท 

สำหรับผู้ที่อยากพิสูจน์ความแรงด้วยตัวเอง สามารถติดต่อทดลองขับได้ที่ โตโยต้า บัสส์ ทุกสาขา หรือโทร 1268 ครับ 

บทความที่เกี่ยวข้อง

การผจญภัยครั้งใหม่ กับ ALL NEW COROLLA CROSS  โทร. 1268

การผจญภัยครั้งใหม่ กับ ALL NEW COROLLA CROSS โทร. 1268

9 Jul 2020

มิติใหม่ ALL-NEW COROLLA CROSS กับการเดินทางครั้งใหม่ #ให้ชีวิตเดินทาง อย่างมีความหมายอีกครั้ง

อ่านต่อ
พบกับ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม (THE UNBEATABLE)

พบกับ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม (THE UNBEATABLE)

6 Jun 2020

โตโยต้า ได้เปิดตัวรถยอดนิยมระดับโลก ฝีมือคนไทย ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ พลังแกร่งเหนือนิยาม และ ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ สำหรับโตโยต้า ไฮลักซ์ และโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งมียอดขายสะสมกว่า 2.6 ล้านคัน

อ่านต่อ
5 เทคนิค ใช้รถเกียร์ออโต้ให้ปลอดภัย

5 เทคนิค ใช้รถเกียร์ออโต้ให้ปลอดภัย

19 May 2020

เวลานี้รถยนต์บนท้องถนนโดยมากนั้นล้วนเป็นเกียร์อัตโนมัติหรือที่เรียกันติดปากว่าเกียร์ออโต้ ใช้ง่าย หัดเป็นไว ทำให้ใครๆ ก็พร้อมขับ แต่ถ้าจะให้ดี เพื่อความปลอดภัยในการขับรถทุกครั้ง มาดูกันดีกว่าว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อความปลอดภัยในการขับรถเกียร์ออโต้

อ่านต่อ
ตรวจเช็คน้ำมันเครื่องรถยนต์ ด้วยตนเอง

ตรวจเช็คน้ำมันเครื่องรถยนต์ ด้วยตนเอง

4 May 2020

เมื่อสัญญาณไฟรูปกาน้ำมันเครื่องขึ้นโชว์ ในขณะที่เครื่องกำลังทำงานอยู่ นั่นแสดงว่ารถยนต์ของคุณ เกิดความผิดปรกติ เนื่องจากน้ำมันเครื่อง ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สิ่งที่ควรทำคือ...

อ่านต่อ
Toyota Buzz Viewดูบทความทั้งหมด